เราได้ยินเรื่องราวการต่อสู้และแข่งขันทางด้านเทคโนโลยีและสินค้าจาก AMD, INTEL, NVIDIA และ VIA มาตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งการค้าการแข่งขันในแต่ละช่วงเวลาบริษัทเหล่านี้ต่างก็มีช่วงเวลาที่สดใส และช่วงเวลาที่เศร้าหมองสลับกันไป
แต่บางบริษัทอย่างเช่น VIA ที่ดูแล้วเหมือนจะพ่ายแพ้ในสงครามเทคโนโลยี แต่ในท้ายที่สุดก็ได้คนพบตัวเองและกลับไปทำในสิ่งที่ตนถนัด กลับไปทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความพยามยามที่เคยทำแล้วถูกเรียกว่าล้มเหลว หรือถ้าจะขอยืมคำพูดจากนักการตลาดมาพูดก็คือ VIA ออกจากตลาดแบบ “เรดโอเชี่ยน” ไปสู่ “บลูโอเชี่ยน” นั่นก็คือการผลิตซีพียูที่ประหยัดพลังงานมากกว่าให้ความสำคัญเรื่องประสิทธิภาพ
ถึงแม้ว่าในตลาดบ้านเราอาจจะลืมเลือน VIA ไปแล้ว แต่ในตลาดโลกและกลุ่มผู้ที่ไม่ได้ต้องการซีพียูประสิทธิภาพสูงซีพียูของ VIA รวมไปถึงแพลตฟอร์มอื่นๆ ของ VIA นั้นไปได้อย่างสดใสมาก ส่วนทาง AMD, INTEL และ NVIDIA นั้นก็ยังอยู่ในสงครามการตลาดแบบเรดโอเชี่ยนกันต่อไป
อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าเราจะรับรู้ในเบื้องหน้าว่าบริษัทต่างๆ เหล่านี้ต่างก็ใช้เทคโนโลยีและการตลาดมาแข่งขันกันอย่างดุเดือด แต่ในเบื้องลึกเบื้องหลังแล้วบริษัทเหล่านี้ก็ยังมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน เหมือนกับว่าแผนกแข่งขันก็ทำหน้าที่แข่งกันไป แผนกความร่วมมือกันก็ร่วมมือกันไป แต่สำหรับผู้บริโภคอย่างเรามักจะสนใจแผนกแข่งขันมากกว่าแผนกความร่วมมือ
และถ้าเราลองมาทบทวนเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา เราก็จะพบว่าบริษัทที่เราเห็นว่าแข่งขันกันอย่างดุเดือด บางช่วงเวลาพวกเขาก็รวมมือกัน บางครั้งเขาก็งอนกัน และบางครั้งเขาก็กลับมาง้อกันอีก
ผมขอเริ่มต้นเรื่องราวด้วยการย้อนเวลากลับไปก่อนที่ AMD จะเข้าซื้อกิจการการ์ดจอ Radeonของ ATi
ในช่วงเวลาที่ซีพียูของ AMD ประสบความสำเร็จอย่างมากก็คือช่วงที่ AMD เปิดตัวซีพียู Athlon64 ออกสู่ตลาด และเราก็จะพบว่าชิปเซตที่ดึงประสิทธิภาพในการทำงานของซีพียู Athlon64 จากเอเอ็มดีออกมาได้ดีและมีประสิทธิภาพมากที่สุดก็คือชิปเซตของค่ายเอ็นวิเดีย และทั้งสองบริษัทก็เป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ดีต่อกันมาโดยตลอด อย่างชิปเซตที่รองรับการทำงานของกราฟิกการ์ดแบบ SLI ทางเอ็นวิเดียก็จะผลิตชิปเซตที่รองรับซีพียูของ AMD เท่านั้น (แม้ว่าจะมีชิปเซต SLI ที่รองรับการทำงานของซีพียูของ Intel ออกมาบ้างแต่ก็ช้ากว่า หรือบางครั้งก็ไม่มี (ทั้งนี้อาจจะเป็นเรื่องสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับซีพียู Intel เองด้วย)
ในขณะที่ Intel ก็หันไปคบกับ ATi เพื่อผลิตชิปเซตให้รองรับการทำงานของกราฟิกการ์ดแบบ CrossFire เพื่อมาต่อกรกับแพลตฟอร์ม SLI ที่เกิดจากความร่วมมือกันระหว่าง NVIDIA กับ AMD
และเมื่อมีข่าวว่า AMD จะทำการเข้าซื้อกิจการของผู้ผลิตกราฟิกชิป สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นก็ควรจะเป็น AMD ควบรวมกับ NVIDIA แต่ในความเป็นจริงกับสิ่งที่เราคิดมันก็เป็นคนละเรื่องกัน
และหลัง AMD ควบรวมกับ ATi เป็นที่เรียบร้อย ความสัมพันธ์ระหว่าง AMD กับ NVIDIA ก็ดูเหมือนว่าจะไม่ดีเหมือนเดิม ซึ่งมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่าสาเหตุที่ในช่วงหลังมานี้ NVIDIA ต้องทำการปล่อยกราฟิกชิปแต่ละรุ่นออกมาค่อนข้างรวดเร็วกว่าที่ควรจะเป็นนั้นเหตุผลหนึ่งก็คือ ต้องการอัด ATi ให้ตายคาอกของ AMD ไปเลยทีเดียว (แต่ตอนนี้ AMD ก็ปล่อย ATi Radeon HD 4000 Series ออกมาแล้ว และดูเหมือนว่ากราฟิกชิปรุ่นนี้จะหยุดยั้งความแรงของ GeForce จาก NVIDIA ได้ดีพอสมควร)
และในช่วงเวลานั้น NVIDAI ก็ได้ลดการผลิตชิปเซตที่สนับสนุนซีพียูของ AMD ลงด้วย และจะหันไปเพิ่มการผลิตชิปเซตที่รองรับการทำงานของซีพียูจาก Intel แทน แต่ดูเหมือนว่า Intel ไม่ได้ตอบสนอง NVIDIA ในเรื่องนี้มากนัก เพราะ Intel เองก็มีชิปเซตมากมายหลายรุ่นอยู่แล้ว โดยเฉพาะชิปเซตแบบ IGP หรือชิปเซตที่มีกราฟิกรวมอยู่ด้วย และ Intel เองก็เป็นผู้นำทางด้านนี้อยู่ ถ้าเปิดโอกาสให้ NVIDIA เข้ามาผลิตชิปเซตสนับสนุนซีพียูของ Intel ซึ่งแน่นอนว่า NVIDIA ก็ต้องการที่จะผลิตชิปเซต IGP ที่มีกราฟิก GeForce ออกมาด้วย ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริงมันก็จะเป็นการฆ่าชิปเซต IGP ของอินเทลเพราะ GeForce นั้นให้ประสิทธิภาพในการทำงานที่ดีกว่า GMA ของ Intel ในราคาที่ไม่ต่างกันมากนัก
เมื่อเป็นเช่นนี้ Intel จึงไม่เปิดโอกาสให้กับ NVIDIA มากนักในการผลิตชิปเซตแบบ IGP แต่จะเปิดให้ผลิตชิปเซตที่รองรับการทำงานของกราฟิกแบบ SLI มากว่า เพราะ Intel เองก็เห็นว่ากราฟิกชิปแบบ SLI ของ NVIDIA มีผู้ใช้ให้ความนิยมค่อนข้างมาก ถ้ามีผู้ใช้ที่ต้องการคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงในทุก ๆ ด้านไม่ว่าจะเป็นพลังในการประมวลผลและพลังในการสร้างกราฟิก ซีพียู Quad-Core ของ Intel กับกราฟิกแบบ SLI ของ NVIDIA ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ Intel ชอบมากกว่า
นอกจากนี้ก็ยังมีข่าวคราวออกมาเป็นระยะ ๆ ว่าชิปเซตรุ่นใหม่ ๆ ของอินเทลนอกจากจะรองรับการทำงานในแบบ CrossFire ของเอเอ็มดีแล้วยังจะรองรับการทำงานของ SLI จากเอ็นวิเดียด้วย แต่ในที่สุดมันก็ไม่เกิดขึ้น เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นจริง NVIDIA ก็คงจะต้องเสียส่วนแบ่งตลาดทางด้านชิปเซตลงไป เพราะเป็นที่ทราบกันว่าในปัจจุบันชิปเซตของ Intel นั้นได้ถูกออกแบบมาให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับซีพียูของ Intel อย่างเต็มที่ ถ้า NVIDIA ยอมปล่อยสิทธิบัตรในการนำความสามารถของ SLI ไปใช้กับชิปเซตของอินเทลได้ NVIDIA เองก็คงจะไม่มันใจในตลาดชิปเซตของตนว่าจะมีอนาคตเป็นอย่างไร
อ่านมาถึงตรงนี้ก็ถ้าดูในภาพรวมดูเหมือนว่า AMD, Intel, NVIDIA และ VIA ก็กำลังอยู่ในภาวะที่ลงตัว คือ AMD ก็กลายเป็นผู้ผลิตซีพียู ชิปเซต และกราฟิกการ์ด NVIDIA เป็นผู้ผลิตกราฟิการ์ดกับชิปเซต และมีความสัมพันธ์อันดีกับ Intel ในการทำธุรกิจ ส่วน VIA ก็ค้นพบเส้นทางของตนเองทำไปขายไปไม่ยุ่งเกี่ยว เพราะมีทั้งเทคโนโลยีซีพียู ชิปเซต และกราฟิกชิป ซึ่งก็ถือว่าครบองค์ประกอบของความเป็นแพลตฟอร์มในแบบประหยัดพลังงานที่ไม่ต้องพึ่งพาคนอื่น
แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่ง NVIDIA ก็ตระหนักได้ว่าการที่ AMD ได้ ATi ไป และการได้ข่าวว่า Intelเริ่มให้ความสำคัญในตลาดการประมวลผลทางด้านกราฟิก ก็เท่ากับว่าตนอยู่ในภาวะที่แย่ที่สุด แม้เราจะรับรู้มาตลอดว่า NVIDIA มีผลประกอบการที่ดีติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี ส่วน AMD มีผลประกอบการที่ไม่ดีนับตั้งแต่รวมกับ ATi แต่ในระยะยาวแล้วผู้เชี่ยวชาญต่างก็วิจารณ์กันว่า AMD จะกลับมาได้อย่างมั่นคง Intel ไม่ต้องห่วงเขา VIA ก็ว่าของตัวเองไปเรื่อย NVIDIA นี่ต่างหากที่น่าเป็นห่วง
เมื่อเป็นเช่นนี้ทาง NVIDIA เองจึงต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้บริษัทของตนมั่นคงและอยู่ได้ในระยะยาว ซึ่งสิ่งที่เราได้เห็นเอ็นวิเดียผลักดันอย่างมากเลยก็คือการใช้ GPU ในการประมวลผลข้อมูล ด้วยการออกคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูงในตระกูล Tesla ซึ่งใช้พลังจากการประมวลผลของ GPU เป็นหลัก และพยายามผลัดกัน CUDA ซึ่งเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ที่มีพื้นฐานมาจากภาษา C แต่พัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้คอมไพล์ชุดคำสั่งสำหรับการประมวลผลบน GPU และก็ใช้ความพยายามอย่างมากที่จะทำให้ CUDA กลายเป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรม
นอกจากนี้แล้ว NVIDIA ยังดำเนินกิจกรรมทางด้านการตลาดที่ชื่อว่า Optimized PC โดยเป้าหมายหลักของกิจกรรมทางการตลาดครั้งนี้ก็คือทำให้ผู้คนที่กำลังจะทุ่มเงินเพื่อไปซื้อซีพียูประสิทธิภาพสูงให้กลับลองมาคิดดูดี ๆ ว่าแอพพลิเคชันและเกมในปัจจุบันไม่ได้ต้องการความสามารถของซีพียูมากมายนัก แต่ประสิทธิภาพโดยรวมของเครื่องคอมพิวเตอร์ในยุคปัจจุบันน่าจะอยู่ที่กราฟิกชิปมากกว่า โดยกิจกรรมนี้ก็ได้ทำไปทั่วทุกภูมิภาคของโลกรวมทั้งในประเทศทไทยด้วย NVIDIA ได้พยายามโน้มน้าวในเราเห็นว่าแอพพลิเคชันทุกวันนี้ประกอบไปด้วยข้อมูลที่เป็น 3D มากมาย อย่างการใช้ Google Earth การเล่นเกม รวมไปถึงการดูหนัง และลงท้าย NVIDIA ก็สรุปให้เราเห็นว่าด้วยวงเงินเท่าๆ กันเราควรจะใช้งบประมาณให้กับซีพียูในระดับ Dual-Core ก็พอ และงบประมาณที่เหลือให้นำมาทุ่มกับระบบกราฟิกจะดีกว่า
ในการทำกิจกรรม Optimized PC ของ NVIDIA นั้น ดูเหมือนว่า NVIDIA ได้มุ่งเป้าหมายไปยังผู้ใช้งานซีพียู Intel มากเป็นพิเศษ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะซีพียูประสิทธิภาพสูงและซีพียูส่วนใหญ่ก็เป็นตลาดของอินเทลอยู่แล้ว
นอกจากนี้กิจกรรม Optimized PC ของ NVIDIA นั้นก็ดูเหมือนว่าจะเอื้อประโยชน์ต่อ AMD ในทางอ้อมด้วย เพราะไม่ต้องไปออกแรงสู้กับอินเทลโดยตรง และ AMD ก็น่าจะแฮปปี้กับกิจกรรมอันนี้ของ NVIDIA เพราะไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ออกมา ส่วน Intel ก็ไม่อยู่นิ่งเพราะอยู่ดี ๆ มีคนมาบอกว่าให้เอาเงินที่เตรียมไปซึ้อซีพียู Quad-Core ให้เหลือเพียงซีพียู Dual-Core แล้วเอาเงินที่เหลือไปซื้อการ์ดจอแรง ๆ ทำแบบนี้เหมือนกับการฉกเงินจากกระเป๋าของ Intel ไปชัดๆ
จากนั้นไม่นานทาง NVIDIA ก็ออกมาพูดถึงโครงการกราฟิกชิป Larrabe ของ Intel ในทางที่ไม่ดีนัก และบอกว่าไม่มีทางสู้กับกราฟิกชิปอย่าง GeForce ได้ ส่วน Intel ก็ออกมาโต้ตอบว่า CUDA ของเอ็นวิเดียนั้นจะเป็นเพียงบันทึกเล็ก ๆ ในหน้าประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมกราฟิกเท่านั้น
การโต้ตอบกันไปมาระหว่าง NVIDIA กับ Intel แสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองบริษัทไม่สู้ดีนักและอาจจะทวีความรุ่นแรงเพิ่มขึ้นก็เป็นได้
ทาง NVIDIA เองก็เดินหน้าแสดงศักยภาพของกราฟิกชิปอย่างเต็มที่ด้วยการทำให้เห็นว่าแม้จะใช้ซีพียูจากค่าย VIA ที่หลายคนดูถูกเรื่องประสิทธิภาพแต่ถ้าติดตั้งกราฟิกชิป GeForce ของ NVIDIA ลงไปก็สามารถเล่นเกมอย่าง Crysis ได้อย่างไม่มีปัญหา และนี่อาจจะเป็นการดึง VIA กลับมาสู่สงครามซิลิกอนอีกก็เป็นได้ เพราะ NVIDIA ประกาศออกมาว่าจะผลิตชิปเซตประสิทธิภาพสูงออกมาเพื่อรองรับการทำงานซีพียูของค่าย VIA อีกด้วย
เมื่อพูดถึง VIA… ผมได้บอกไปในตอนแรกว่า VIA กำลังมีความสุขและไปได้ดีกับตลาดซีพียูประหยัดพลังงาน แต่วันนี้ดูเหมือนว่าความสุขและความสงบสุขของ VIA อาจจะต้องถูกรบกวนซะแล้วเมื่อ Intel ได้ออกซีพียู Atom ซึ่งเป็นหน่วยประมวลผลที่เน้นเรื่องการประหยัดพลังงานมากกว่าเรื่องประสิทธิภาพเช่นเดียวกับการทำตลาดซีพียูของ VIA
ซึ่งการมาของ Atom จาก Intel ก็มีหลายคนคิดว่าอาจจะส่งผลดีกับ VIA มากกว่าส่งผลเสีย เพราะช่วยยืนยันว่าสิ่งที่ VIA ทำมาตลอดนั้นเดินมาถูกทางแล้วกับสถาปัตยกรรมที่เน้นการประหยัดพลังงาน และพอ Intel เข้ามาในตลาดซีพียูประหยัดพลังงานอย่างเต็มตัวมันทำให้ตลาดนี้มีการขยายตัวไปด้วยและทำให้ผู้คนจำนวนมากหันมามองซีพียูของ VIA และบริษัท VIA กันอีกครั้งว่านี่อาจจะเป็นคู่แข่งรายใหม่ที่จะกลายเป็นหอกข้างแคร่ในตลาดซีพียูประหยัดพลังงานของ Intel ก็เป็นได้
มาถึงจุดนี้เราก็พอสรุปได้ว่า ตอนนี้
- AMD ทำสงครามซีพียูกับ Intel และทำสงครามกราฟิกชิปอยู่กับ NVIDIA
- NVIDIA ทำสงครามกราฟิกชิปอยู่กับ AMD และกำลังทำสงครามซีพียูกับ Intel ด้วยกราฟิกชิป
- Intel ทำสงครามซีพียูอยู่กับ AMD และทำสงครามซีพียูกับ NVIDIA รวมทั้งอาจจะเปิดศึกกราฟิกชิปอีกด้านเมื่อพร้อม ในขณะเดียวกันก็ลงไปเล่นตลาดซีพียูประหยัดพลังงานชนกับ VIA
- VIA ที่อยู่เฉย ๆ และสนุกกับงานของตัวเองก็ถูกดึงไปร่วมในสงครามซีพียูกับกราฟิชิป และกำลังจะถูกคุกคามตลาดซีพียูประหยัดพลังงาน
ในระหว่างที่ NVIDIA กำลังดำเนินกลยุทธ์ต่าง ๆ เพื่อผลักดัน CUDA ให้เป็นมาตรฐาน และพยามยามชักชวน AMD ในภาคกราฟิกชิปให้ลงมาเล่นด้วยเพื่อจะได้ผลักดัน CUDA ให้เป็นมาตรฐานได้ง่ายขึ้น แต่ว่า AMD บอกยังไม่สนใจ เพราะได้ไปร่วมมือกับ Havok เพื่อพัฒนาฮาร์ดแวร์ที่รองรับการประมวลผลกราฟิกด้านฟิสิกส์ให้ดีขึ้น เพราะ NVIDAI มี PhyX อยู่แล้ว แต่ AMD ยังไม่มีเทคโนโลยีใด ๆ อ้อ ผมลืมบอกไปครับว่า Havok ตอนนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของIntel เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะ Intel ก็คิดเอาไว้แล้วว่าการที่ซื้อ Havok มานั้นจะทำให้โครงการกราฟิกชิปของ Intel สำเร็จได้ง่ายขึ้นเพราะเทคโนโลยีที่ Havok มีอยู่นั้นเป็นที่ยอมรับในกลุ่มของผู้พัฒนาเกมอยู่แล้ว
มาถึงตรงนี้ก็จะเห็นว่าด้านหนึ่งเอเอ็มดีก็เห็นด้วยกับกิจกรรม Optimized PC ที่ลดความสำคัญของซีพียู(อินเทล) แต่อีกด้านหนึ่งเอเอ็มดีก็จับมือกับบริษัทในเครืออินเทลเพื่อพัฒนากราฟิกชิปเพื่อไปสู้กับเอ็นวิเดีย และอีกด้านหนึ่งของเอเอ็มดีก็ยังต้องสู้กับซีพียูของอินเทล
เรื่องราวที่มีความสัมพันธ์อันซับซ้อนนี้ยังไม่จบลงง่าย ๆ เพราะมีรายงานข่าวออกมาว่า NVIDI ที่รบกับ Intel ด้วยวิธีการต่าง ๆ มาได้สักครึ่งปี ก็อาจจะต้องหันกลับมาร่วมมือกับ Intel อีกครั้ง เพราะตอนนี้มีข่าวไม่ดีเกิดขึ้นกับ NVIDIA หลายข่าว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผลประกอบการที่ดี แต่ดีไม่พอ หรือเรื่องที่โดนบริษัท Rambus ฟ้องร้องเรื่องการละเมิดสิทธิบัตร (ถ้าจะไม่ผิดถูกฟ้องว่าละเมิดถึง 17 สิทธิบัตร) และ GeForce GTX 200 Series ก็อาจจะไม่แรงอย่างที่คิด เพราะ Radeon HD 4800 Series แม้จะไม่แรงเท่า แต่ก็มาด้วยราคาที่ถูกว่ามาก
สำหรับรายง่ายข่าวล่าสุดที่บ่งบอกว่า NVIDIA อาจจะต้องเพลา ๆ เรื่องการโจมตีประสิทธิภาพซีพียูของ Intel ลงไป และอาจจะต้องลดความสัมพันธ์กับทาง VIA ลงมาบ้าง เพื่อที่จะได้รับสิทธิ์ในการผลิตชิปเซตที่รองรับการทำงานของซีพียู Atom ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ก็หมายความว่า NVIDIA อาจจะกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ดีก็เป็นได้ จึงต้องยอมถอยขนาดนี้
และล่าสุดจริง ๆ ก่อนที่ผมจะเขียนมาถึงท้ายบทความนี้ก็มีข่าวออกมาแล้วว่า Intel ได้ยอมให้ชิป nForce 200 เป็นออปชันทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการใช้ชิปเซต X58 โดยเมื่อทำการติดตั้งชิป nForce 200 เข้าไปในระบบชิปเซตของ Intel ก็จะทำให้เมนบอร์ดรุ่นใหม่ที่ใช้ชิปเซต X58 สามารถใช้งานกราฟิกการ์ดในแบบ SLI ได้ แต่ไม่มีรายงานข่าวเกี่ยวกับ CrossFire บนชิป X58 ว่าใช้ได้หรือใช้ไม่ได้ ซึ่งเรื่องนี้ต้องติดตามกันต่ออีกที
เรื่องราวทั้งหมดที่เขียนมานี้แฟน ๆ ของแต่ละค่ายก็ไม่ต้องคิดมากครับ เพราะความสัมพันธ์ของแต่ละบริษัทที่ผมพูดถึงนี้ โดยเฉพาะสามบริษัทหลัก ๆ อย่าง AMD, Intel และ NVIDAI (และมี VIA มาเกี่ยวข้องในบางเรื่อง) จริงๆ แล้วมันอาจจะซับซ้อนกว่าที่ผมพูดถึงก็เป็นได้
ในโลกธุรกิจก็เป็นแบบนี้แหละครับ เป็นเรื่องของผลประโยชน์ ก็เหมือนกับเวลาที่เราติดตามเรื่องการเมืองนั่นแหละที่วันหนึ่งเราเห็นว่าเขาออกมาอัดกัน ซัดกันจะเป็นจะตาย แต่วันใดที่เขาพบว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามันจะให้ผลประโยชน์มหาศาลร่วมกัน เขาก็จะกลับมาร่วมมือกันอีกครั้ง
โดยพวกเขาก็จะหาประโยคสวย ๆ ที่เป็นเหมือนประโยคสำเร็จรูปมาพูดให้เราฟังเพื่อสร้างความชอบธรรมในการกลับมาร่วมมือกันอีกครั้ง หลังจากที่กัดกันแทบเป็นแทบตาย เช่น “เพื่อประโยชน์ของส่วนรวม” “เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ” “เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน” อะไรทำนองนี้แหละครับพี่น้องครับ