ในช่วงเดือนเมษายนที่มีอากาศร้อนมันก็มีข่าวร้อน ๆ ออกมา โดยเป็นการปะทะกันระหว่างเอ็นวิเดียผู้ผลิตกราฟิกชิปกับอินเทลผู้ผลิตซีพียู
เรื่องราวก็มีอยู่ว่าในขณะที่เทคโนโลยีการประมวลผลเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไป ผู้ผลิตซีพียูอย่างอินเทลก็กำลังจะก้าวเข้าไปแย่งชิงพื้นที่ของกราฟิกชิป (ที่จริงถ้านับพวกกราฟิกชิปแบบออนบอร์ดด้วยอินเทลก็ถือเป็นผู้ครองอันดับหนึ่งของโลกอยู่แล้ว) ส่วนผู้ผลิตกราฟิกชิปก็เลยต้องตอบโต้ด้วยการบอกว่าซีพียูแรง ๆ ไม่ได้ให้ความคุ้มค่าของเม็ดเงินสักเท่าไร ประหยัดเงินค่าซีพียูแล้วมาลงทุนกับกราฟิกชิปดีกว่า
โดยมีรายงานว่าเอ็นวิเดียกำลังจับมือกับ VIA Technologies เพื่อทำชิปเซ็ตสำหรับโน้ตบุ๊กราคาถูก (netbook) ซึ่งเป็นตลาดที่อินเทลกำลังผลักดันอย่างหนักด้วยแพลตฟอร์ม Intel Atom ที่มีกราฟิกในตัว Forbes รายงานว่านี่คือสัญญาณของการปะทะกันอย่างชัดเจนระหว่างสองบริษัทในตลาดที่เล่นราคา
ความบาดหมางนี้เป็นส่วนหนึ่งของข้อพิพาทด้านลิขสิทธิ์ที่ยาวนาน โดยมีจุดชนวนมาจากการที่อินเทลเริ่มรวมตัวควบคุมหน่วยความจำ (memory controller) เข้าไปในซีพียูโดยตรง (เริ่มจากสถาปัตยกรรม Nehalem) ซึ่งทำให้เกิดการถกเถียงว่า ข้อตกลงการอนุญาตให้ใช้สิทธิระหว่างอินเทลและเอ็นวิเดียที่ทำไว้ในปี 2004 ยังครอบคลุมถึงชิปเซตรุ่นใหม่ของเอ็นวิเดียที่จะใช้งานร่วมกับซีพียูรุ่นใหม่ของอินเทลด้วยหรือไม่
ซึ่งข่าวดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงแค่ข่าวต่างประเทศที่ผมไปอ่านเจอเท่านั้น แต่ว่าเมื่อไม่นานมานี้ในงาน nTrain Partners Seminar Thailand เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2008 ที่ผ่านมา เป็นงานที่ทางเอ็นวิเดียมาพบปะกับบรรดาคู่ค้าและผู้ค้ากราฟิกการ์ดที่ใช้ชิปของเอ็นวิเดียในประเทศไทย โดยในงานนี้ทางผู้บริหารของเอ็นวิเดียก็ได้มาพูดถึงแผนการตลาด จุดเด่นของผลิตภัณฑ์ รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ในอนาคต
ในระหว่างการนำเสนอทางเอ็นวิเดียก็ชี้ให้เห็นว่าแอพพลิเคชันในปัจจุบันมันเป็นเต็มไปด้วยการใช้งานกราฟิกที่มากขึ้น แม้แต่ระบบปฏิบัติการอย่าง Windows Vista ก็ยังต้องอาศัยความสามารถในการประมวลผลจากกราฟิกชิปเพื่อให้สามารถแสดงผลที่มีเอฟเฟค 3D ที่สวยงาม และรวดเร็ว และที่สำคัญก็ได้มีการเน้นย้ำในประเด็นเรื่อง “ความคุ้มค่าของเงินที่ใช้ ระหว่างการลงทุนไปกับซีพียูแรงราคาแพง หรือจะลงทุนกับกราฟิกชิปที่ให้ประสิทธิภาพในการประมวลผลด้านกราฟิกที่เหนือกว่า”
ในงานนี้เอ็นวิเดียได้นำเครื่องที่มีซีพียูแรง ๆ ที่ทำงานร่วมกับกราฟิกชิปรุ่นกลาง มาเปรียบเทียบกับคอมพิวเตอร์ที่ใช้ซีพียูรุ่นกลาง ๆ ที่ทำงานร่วมกับกราฟิกการ์ดแรง ๆ โดยทั้งหมดใช้วงเงินที่เท่ากัน แน่นอนว่าผลของการทดสอบก็ต้องออกมาว่า ในวงเงินที่เท่ากันการลงทุนกับกราฟิกการ์ดให้ผลคุ้มค่ากว่าไปใช้ซีพียูตัวแรงที่มีราคาสูง และแคมเปญการตลาดของเอ็นวิเดียในครั้งนี้ก็ประกาศใช้ไปแล้วทั่วโลก ทางเอ็นวิเดียเรียกแคมเปญนี้ว่า Optimized PC
ถ้าดูจากการนำเสนอในงานนี้ก็ต้องบอกว่านี่เป็นเรื่องสุดแสนจะธรรมดาที่ผู้ทำธุรกิจก็ต้องแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของสินค้าและผลิตภัณฑ์ของตน เพื่อให้คู่ค้าและผู้ค้ามีความมั่นใจในสินค้าและผลิตภัณฑ์ ซึ่งสามารถนำจุดเด่นเหล่านั้นไปพูดคุยกับลูกค้าเพื่อนำไปสู่การขายสินค้าให้ได้นั่นเอง
สาเหตุที่เอ็นวิเดียต้องมาเปิดเกมทำสงครามกับ CPU ด้วย GPU นั้นเหตุผลหลัก ๆ ก็มีอยู่สองเรื่องครับ อย่างแรกคืออินเทลมีแผนทำกราฟิกการ์ดแยกอย่าง Larrabee ออกมา ทำให้เป็นอันตรายต่อเอ็นวิเดียโดยตรงเพราะไม่มีแพลตฟอร์มเป็นของตัวเอง และอินเทลเองก็เป็นผู้กุมตลาดซีพียูที่พร้อมจะขายพ่วงกับการ์ดจอของตัวเองด้วยแล้ว ทำให้เอ็นวิเดียต้องจุดประเด็นนี้ขึ้นมาก่อนและวางรากฐานให้แข็งเกร่งพอที่จะรับมือกับการ์ดจอ Larrabee ของอินเทล
นอกจากนี้แล้วแนวโน้มการใช้ประสิทธิภาพของ GPU มาช่วยเรื่องการประมวลผลต่าง ๆ ก็เริ่มมีความชัดเจนขึ้น ดังจะเห็นได้จากแม้แต่ Windows ที่เป็นส่วนพื้นฐานของซอฟต์แวร์ก็ยังเริ่มนำประโยชน์จากฮาร์ดแวร์ 3D ที่อยู่ใน GPU มาใช้ นั่นหมายความว่าก็จะเปิดโอกาสให้กับคู่แข่งอย่างเอเอ็มดีในส่วนของ GPU เข้ามามีบทบาทได้เช่นกัน ดังนั้นในระหว่างที่ยังไม่ต้องรับศึกหนัก เอ็นวิเดียจึงต้องเปิดช่องทางการทำตลาดใหม่ ๆ ของตัวเองไปก่อนเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาวนั่นเองครับ
เราเคยได้เห็นสงครามระหว่าง CPU กับ CPU และสงคราบระหว่าง GPU กับ GPU กันมาแล้ว คราวนี้เราจะได้เห็นสงครามรูปแบบใหม่กันบ้าง เมื่อ GPU คิดจะแย่งเงินจากตลาด CPU และ CPU ก็จะขอเข้าไปแชร์ส่วนแบ่งจากตลาด GPU ส่วนสถานการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไปก็ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดละครับ